Saturday, 9 June 2012

เบื่อคนชอบลักไก่

เรื่อง ๆ หนึ่งที่ผมว่ามันกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ๆ ของเราไปแล้ว และเป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิตคนในเมืองของประเทศก็คือโรค "ลักไก่"  ... คือไม่เล่นตามกฎเกณฑ์สังคมโดยที่คิดว่าอีกฝ่ายคงจะไม่รู้ทัน ถ้าเราทำไปแล้วเราได้สิ่งต้องการก่อนคนอื่นหรือโดยไม่ต้องทำตามกฎ ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่มีอะไรจะเสีย (เพราะบังเอิญเกิดมาหน้าหนา)

ยกตัวอย่างกรณีล่าสุด ถ้าผมเป็นนักเรียนที่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือแทบตายไม่อยากโดนเขี่ยออกจากบดินทร์ฯ ผมคงจะเหยียดหยามเด็กลักไก่พวกนี้ไปตลอดชีวิต และถ้าเป็นนายจ้าง ผมคงไม่รับเด็กลักไก่พวกนี้เข้ามาทำงานอย่างแน่นอน
ภาพ: พ่อแม่รังแกฉัน กำลังทำลายอนาคตของลูกผ่านมือที่มองไม่เห็น
เจอบ่อยมากครับ และผมเชื่อว่าคนที่ทำงานสายบริการจะเจอแบบนี้เยอะกว่าอีก เพราะขนาดผมเป็นเพียงแค่ "ลูกค้าที่ทำตามระบบ" ยังโดนรู้สึกเหมือนเป็นเหยื่อของคนจอมเอาเปรียบคนอื่นพวกนี้ตลอดเวลา

แต่นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่หลัง ๆ เหมือนพนักงานสายบริการเหล่านี้ เริ่มจะรู้ทัน และเริ่มกล้าที่จะปฏิเสธกลุ่มคนเหล่านี้และยืนกรานในความถูกต้อง แม้ว่าตัวเองอาจจะต้องเสี่ยงจากการโดนเล่นงานด้วยการเล่นเส้นเล่นสายของคนกลุ่มนี้ในภายหลังก็ตาม (หรือแต่งเรื่องใส่ไข่แล้วเอาไปโพสในเว็บเกาะกระแสมั่ว ๆ อย่าง Pantip.com แล้วกลายเป็นดราม่ามาให้เราอ่าน)

ตัวอย่างสิ่งที่คนไทยชอบลักไก่กัน:
  • คิวร้านอาหารยาว เลยทำเป็นโกหกพนักงานว่าโทรมาจองแล้ว แต่ชื่อดันตกหล่น หายไปจากรายชื่อในพริบตา ต้องรีบหาโต๊ะให้ก่อนที่จะโวยวาย
  • โกหกพนักงานต้อนรับ (ฯลฯ) ว่าโทรมานัดเวลานี้กับผู้จัดการไว้แล้ว จริง ๆ ไม่ได้โทรเลย
  • อ้างรู้จักเจ้าของร้าน อ้างชื่อคนโน้น โหนชื่อคนนี้ (เรื่องปกติในสังคมอุปถัมภ์)
ที่น่าสังเกตอีกเช่นกัน คือคนกลุ่มนี้ เมื่อวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล มักจะสรรหาวิธีอื่น ๆ ในการเอารัดเอาเปรียบคนอื่นต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ความที่ว่าตนเองมีลูกเล็ก มีภาระสำคัญอื่น ๆ ที่ต้องทำต่อ หรือแม้กระทั่งเอาอายุ ความอาวุโสของตัวเองมาเป็นเครื่องมือในการเอาเปรียบผู้อื่น

ในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งในคนที่นิยมทำตามระบบ โปรดอย่าคิดว่าคนอื่นโง่ อย่าคิดว่าคนที่ยืนอยู่ในแถวที่คุณพยายามแซงคิวด้าน ๆ แบบนี้ไม่รู้ว่าคุณกำลังทำอะไร อย่าคิดว่าเขาไม่ทันเกมคุณ เขารู้ แต่เขายังไม่เลือกที่จะประนามคุณเท่านั้น สังคมเรายังเป็นสังคมที่ไม่ค่อยเผชิญหน้ากันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เพราะเราอาจจะยังไม่ assertive พอ (แต่เราเริ่มแล้วบนโลกออนไลน์) ก็เท่านั้น

No comments:

Post a Comment